บทที่ 1 อดีต

บทที่1

อดีต

บรรยากาศหน้าตึกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตอนนี้มีผู้คนมากมายทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่มารอดูโชว์ของคณะ 

วริศราเดินเข้ามาพร้อมกับเค้กที่เธอตั้งใจทำให้กับหนุ่มที่เธอแอบชอบ เรียวขายาวค่อยๆเดินตรงไปหาชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าตึกคณะ

“แทน” วริศรายิ้มก่อนจะยื่นเค้กก้อนใหญ่ให้กับชายหนุ่ม

“เราชอบแทนนะ เรามาเป็นแฟนกันมั้ย” วริศรายิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความจริงใจ

“ฮ่าฮ่าฮ่า เมย เธอคิดจะมาสารภาพรักกับฉันหรือ ไม่ดูสารรูปตัวเองหน่อยเลย อย่างเธอเนี่ยนะจะคู่ควรมาเป็นแฟนกับฉัน” แทนไทเอ่ยออกมาก่อนจะทิ้งเค้กก้อนนั้นลงพื้นท่ามกลางสายตัวและเสียงหัวเราะของคนในคณะ

“ก็ไหนแทนบอกว่าชอบเราไง” วริศราเอ่ย

“ฉันก็แค่พนันกับเพื่อนเอาไว้ ว่าถ้าทำให้เธอมาชอบได้ฉันจะได้เงินสองพัน เธอคิดว่าคนอย่างฉันที่เป็นถึงเดือนมหาลัย จะลดตัวไปชอบคนแบบเธอหรือไง ไม่ดูสภาพตัวเองบ้างเลยสวยก็ไม่สวยแต่งตัวก็ไม่เป็น แค่ฉันคิดว่าจะได้เป็นแฟนกับเธอฉันยังรังเกียจเลย” แทนไทตะโกนเสียงดัง

ผลัวะ!!

“มึงพูดแบบนี่กับเพื่อนกูได้ยังไงว่ะ” ปถพีร์ที่เห็นเหตุการณ์วิ่งเข้ามาต่อยจนแทนไทล้มลงไปกับพื้นทันทีเมื่อถูกแรงกระแทกเข้ามา 

“ไอ้พี มันไม่ใช่เรื่องของมึง มึงจะมายุ่งอะไรว่ะ ” แทนไทลุกขึ้นมา

“มันไม่ใช่เรื่องของกู แต่เมยเป็นเพื่อนกู มึงคิดว่าการเล่นกับความรู้สึกคนมันเท่นักหรือไง สิ่งที่มึงทำบ้านกูเรียกหน้าตัวเมียว่ะ” ปถพีร์เอ่ยด้วยความโมโห

“แล้วยังไง ก็เพื่อนมึงไม่เจียมตัวเอง กูอุส่าลดตัวไปคุยด้วยก็ดีแค่ไหนแล้ว” แทนไทเอ่ย

“ไอ้แทน” ปถพีร์ต่อยแทนไทอีกครั้งจนอีกฝ่ายล้มลงก่อนจะเข้าไปกระหน่ำต่อยต่อ ทว่าครั้งนี้เพื่อนๆของเขาวิ่งเข้ามาห้ามไว้ได้

“ไอ้พี ใจเย็น” กรรชัยเอ่ยขณะที่จับเพื่อนของตนเอาไว้

“มึงก็เข้ามาดิ” แทนไทเอ่ยพลางยิ้มเย้ย

“เจ๊ พอแล้ว” วริศราเอ่ยก่อนเช็ดน้ำตาของตัวเอง

“อย่าให้กูเห็นหน้ามึงอีกนะ ไม่งั้นครั้งหน้ากูจะทำให้มึงหยอดน้ำข้าวต้มแน่” ปถพีร์เอ่ยมา

เมื่อเห็นแบบนั้นวริศราก็หยิบกระดาษทิชชูเปียกออกมาจากกระเป๋าสะพายก่อนจะเช็ดมือของปถพีร์ พลางโยนใส่หน้าของแทนไทที่นอนอยู่กับพื้น

“เจ๊เช็ดมือเถอะ มันสกปรก ต่อจากนี้ฉันขอให้นายโชคดีละกัน ครั้งนี้ฉันโง่เองที่หลงเชื่อคนแบบนาย” วริศราเอ่ยพลางดันตัวของปถพีร์ให้เดินออกจากตรงนั้นท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มายืนดู

“เสียแรงที่ฉันเคยเชียร์นาย” ริสาเอ่ยก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับเพื่อนสาวอีกคน


ตอนนี้วริศราและปถพีร์เดินกลับมายังคณะของตัวเองก่อนที่วริศราจะนั่งลงที่โต๊ะไม้หินอ่อนด้วยแววตาเศร้า

“นี่ อย่าไปเสียใจเลยผู้ชายแบบนั้นน่ะ” ปถพีร์เห็นเพื่อนสาวของตนมีท่าทีเศร้าจึงเข้าไปปลอบ

“เจ๊ ฉันเจ็บใจ” วริศราร้องไห้ออกมา

“ไม่เป็นไรนะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายร้องไห้ออกมาปถพีร์ก็ได้แต่ปลอบใจด้วยการโอบไหล่ของเธอ

หากถามว่าทำไมผมถึงต้องคอยปลอบยัยเนิร์ดคนนี้น่ะหรือ มันอาจจะนาหน่อยแต่ผมจะเล่าให้ฟัง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว

บรรยากาศวันแรกของการเปิดภาคเรียนที่สองของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองชอบ

ปึ้นนน!!

เสียงท่อของรถสามร้อยซีซีดังขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงจะขับรถบิ๊กไบค์หรูคันใหญ่เข้ามาในมหาลัย ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาที่มองอยู่

ที่นี่ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘พี ปถพีร์’ แฮดว้ากปี4 คณะวิศวะ ด้วยรูปร่างหน้าตาของเขาถือได้ว่าเป็นตัวท็อปของมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว

“นั้นไงไอ้พีมาแล้ว” อดิษรเอ่ยออกมาเมื่อเห็นปถพีร์เดินมา

“ไงพวก” ปถพีร์เอ่ยทักทายกลุ่มเพื่อนของเขา

“แกมาพอดีเลยพี มาช่วยกันคิดเลยโทรเจคจบของ

พวกเราเนี่ยจะเอายังไง” ธีรธรเอ่ย

“อาจารย์ให้ทำอะไรบ้างว่ะ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ปถพีร์เอ่ยด้วยความสงสัย

“ก็โปรเจคจบที่อาจารย์ให้จับกลุ่มเจ็ดคนอ่ะ อย่าบอกนะว่าลืม” กรรชัย

“เชี่ย ลืมจริง แล้วนี่เขาให้ทำอะไรบ้างว่ะนั่น” ปถพีร์วางกระเป๋าสะพายของตนลงบนโต๊ะก่อนจะนั่งลงข้างๆเพื่อนของตน

“อาจารย์ให้จับกลุ่มเจ็ดคนแล้วทำโปรเจคจบ ไอ้เรื่องโปรเจคไม่มีปัญหาหรอก ปัญหาคือเรามีกันแค่สี่คนจะทำกันยังไง” กรรชัยเอ่ย

“กลุ่มไอ้แจ็คล่ะ” ปถพีร์เอ่ยถาม

“พวกนั้นมันไปรวมกลุ่มกับพวกผู้หญิงแล้ว เหลือแค่กลุ่มเราเนี่ย” ธีรธรเอ่ย

“พวกแกว่ากลุ่มหัวหน้าห้องจะครบยังว่ะ” อดิษรเอ่ย

“กลุ่มหัวหน้าห้องมีสามคนใช่ป่ะ” ปถพีร์เอ่ย

“ใช่”

“โอเค เดี๋ยวฉันเข้าไปถามให้เมื่อกี้เห็นเหมือนอยู่แถวๆประตูสอง” ปถพีร์เอ่ยออกมา

“พี ฉันไปด้วย” กรรชัยเอ่ย

“งั้นเดี๋ยวพวกฉันหาหัวข้อรอ” อดิษรเอ่ย

“เค”

พูดจบปถพีร์ก็เดินไปที่รถของตนพร้อมกับกรรชัย ทั้งคู่ซ้อนรถกันก่อนที่ชายหนุ่มจะขับรถตรงไปยังที่นั่งใต้ต้นไม้บริเวณประตูทางออกที่สอง 

ปถพีร์ขับรถไปจอดบริเวณจุดจอดรถแถวนั้นแล้วทั้งคู่ก็เดินตรงไปหากลุ่มนักศึกษาสาวที่นั่งอยู่บริเวณใต้ต้นไม้

“เนิร์ด กลุ่มพวกเธอครบหรือยัง” ปถพีร์เอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งอยู่

“พี ทำไมไม่พูดดีๆว่ะ ขอโทษทีหัวหน้าห้อง กลุ่มเธอมีคนครบหรือยัง” กรรชัยเอ่ย

“ยังเลย พวกนายหาคนเข้ากลุ่มอยู่หรือ” วริศราเอ่ยตอบพลางมองมาทางปถพีร์

“ใช่ กลุ่มพวกเรามีสี่คน พวกเธอมีสามคนงั้นพวกเธอมาอยู่กลุ่มเดียวกันกับเรามั้ย” กรรชัยเอ่ย

“ได้สิ แต่พวกนายต้องช่วยงานเราเข้าใจมั้ย โดยเฉพาะนาย” วริศราเอ่ยพลางมองมาทางปถพีร์

“ได้ดิ งานง่ายๆฉันทำได้อยู่ล่ะ” ปถพีร์เอ่ยออกมา

“โอเค งั้นเริ่มทำวันนี้ตอนเย็นหลังเลิกคลาส เจอกันที่นี่ ไปกันพวกแกถึงเวลาขึ้นเรียนแล้ว” วริศราเอ่ยพลางเก็บของ

“ถ้ามีอะไรก็ทักมาในไลน์นะ เจอกันเพื่อน” ช่อผกาเอ่ยออกมาก่อนที่กลุ่มของหญิงสาวจะเดินออกไป

“กลุ่มนี้โคตรเนิร์ดเลยว่ะ ขนาดยังไม่ถึงเวลาก็เตรียมขึ้นห้องเรียนแล้ว” ปถพีร์เอ่ยออกมา

“แกก็ไปเรียกเขาเนิร์ด เขามีชื่อนะเว้ย ถ้าเกิดเขา

ไม่เข้ากลุ่มด้วยจะทำไงว่ะนั้น” กรรชัยส่ายหน้า

“แล้วแกรู้ชื่อเขาหรือ” ปถพีร์เอ่ยถาม

“ให้ตายเถอะไอ้พี เรียนจนจะจบปีสี่อยู่แล้วแกยัง

ไม่รู้ชื่อเพื่อนในห้องอีกหรือ หัวหน้าห้องชื่อเมย ส่วนคนที่สะพายกระเป๋าเหลืองชื่อริสา อีกคนชื่อพาย” กรรชัยถอนหายใจก่อนจะเอ่ยออกมา

“ปกติก็อยู่กับพวกแกนี่หว่า ใครจะไปรู้ชื่อเพื่อนทั้งห้องขนาดนนั้นว่ะ” 

“ชั่งเรื่องชื่อเถอะ ตอนนี้ไปได้แล้วใกล้เวลาเรียน

แล้วเดี๋ยวพวกนั้นรอ”  

“อือ” 

พูดจบทั้งคู่ก็เดินกลับไปขึ้นรถก่อนที่ปถพีร์จะขับรถพาเพื่อนของตนกลับไปยังที่นั่งประจำของพวกเขา

หลังจากมาถึงที่นั่งประจำพวกเขาก็เก็บของและเตรียมขึ้นห้องเรียน ทว่าในตอนนี้ปถพีร์กลับเอาแต่จ้องมองไปยังกลุ่มหญิงสาวที่นั่งอยู่หน้าห้อง 

หญิงสาวใส่แว่นหนา หน้าไม่แต่งแถมแบกหนังสือทีละเป็นสิบๆเล่มคนนั้นคือหัวหน้าห้องที่เขาไม่เคยรู้จักชื่อมาก่อน เธอคนนี้มีฉายาว่าเนิร์ดจึงทำให้เขาเรียกเธอว่าเนิร์ดตามที่คนอื่นเรียก ถ้าเป็นคนอื่นคงจะโกรธที่มีคนไม่สนิทมาเรียกแบบนี้แต่ทำไมเธอคนนี้กลับปล่อยผ่านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกันนะ

“พี ไอ้พี” อดิษรสะกิดแขนของปถพีรืด้วยความแรก

“ว่าไง เรียกอะไรดังขนาดนั้น” ปถพีรืเอ่ย

“ฉันเรียกนานแล้ว แกนั่นแหละเหม่ออะไร”

“ไม่มีอะไร แล้วเมื่อกี้เรียกทำไม” ปถพีร์เอ่ย

“สาบอกว่าจะเชิญเข้ากลุ่มโปรเจค ส่วนหัวข้อพวกผู้หญิงจะคิดเอง ส่วนเราก็คอยเป็นลูกมือ” 

“โอเค งั้นก็ดึงเข้ากลุ่มเลย” ปถพีร์เอ่ยพลางมองไปทางหญิงสาวอีกครั้ง ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเธอคนนี้มีอะไรที่น่าสนใจแบบนี้นะ ถึงแม้จะใส่แว่นหน้าไม่แต่งตัว ทำตัวเหมือนป้าก็ก็ยังรู้สึกว่าน่าค้นหาอยู่ดี

บทถัดไป